วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การละหมาด


กิจกรรมของศาสนาอิสลาม

การละหมาด
                 การละหมาด หมายถึง การเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ ตะอาลา เป็นมุขบัญญัติของศาสนาอิสลาม ซึ้งมุสลิมจะต้องปฏิบัติแต่เด็กๆเป็นการสรรเสิรญเยินยอพระเกียรติคุณ การวิงวอนขอพรและการขออภัยโทษต่อพระองค์
ความสำคัญของการละหมาด
1.       การละหมาดเป็นการอิบาดะฮฺร่วมระหว่างศาสนาต่างๆ เป็นการแสดงออกซึ่งการเคารพสักการะต่ออัลลอฮฺชนิดหนึ่ง การละหมาดมิได้เกิดขึ้นในสมัยอิสลาม หากแต่ชาวอาหรับก่อนอิสลามได้ใช้มาก่อน ซึ่งมีความว่าการวิงวอนขอ และการอภัยโทษ
       ส่วนในสมัยอิสลาม หมายถึง คำกล่าวเฉพาะ ท่าทางหรืออิริยาบถเฉพาะของการอิบาดะฮฺ วึ่งท่านร่อซูลุลลอฮฺ (ซ.ล)ได้สอนให้บรรดามุสลิมได้รู้ คือ คำกล่าวเฉพาะ และการปฏิบัติโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกย่องให้เกิยรติแก่อัลลอฮฺ เริ่มด้วยการกล่าว ตักบีร อัลลอฮุอั้กบัร และสิ้นสุดลงด้วยการให้สลามว่า อัสสลามมุอะลัยกุมว่าเราะฮฺมะตุลลอฮฺ
2.       การละหมาดเป็นคำที่มีความหมายมมากมาย เป็นการประทานให้จากอัลลอฮฺ ตะอาลา แก่ผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัยในหมู่ปวงบ่าวของพระองค์ เป็นความโปรดปรานที่มนุษย์สามารถจะติดต่อกับพระเจ้าของเขาในเวลาใดก็ได้ที่เขาต้องการ เมื่อท่านนะบี (ซ.ล) มีเรื่องกลุ้มใจท่านจะมุ่งเข้าทำละหมาด ตามรายงานของท่าน ซาบิต และ ท่านอับดิลลาฮฺ บินสลาม  ซึ่งบันทึกโดย อิมาม อะหมัด อัลบัยฮะกีย์ อัฏฏ็อบรอนีย์ และอะบูนุไอม
3.       มุสลิมมุมินทุกคนจะต้องเรียนรู้และศึกษาเรื่องของการละหมาดที่ถูกต้องตามบัญญัติอิสลาม ไม่อนุญาตให้มุสลิมมุมินผู้ใด ถึงแม้จะตำแหน่งสูงส่งเพียงใดที่จะต่อเติมตัดทอน หรือแก้ไขในเรื่องของการละหมาด ตามที่ท่านนะบี (ซ.ล) ได้ปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่างที่ดี และถูกต้องสมบูรณ์แล้ว เพราะการตัดทอนหรือเติมแต่งนั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อคำสั่งของท่านร่อซูล (ซ.ล) ที่ได้กล่าวไว้ว่า (  ความว่า : “ท่านทั้งหลายจงละหมาดเสมือนกับที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด” ) จากรายงานของ ท่านมาลิก อิบนิลฮุไวริซ [ บันทึกโดยบุคอรี และมุสลิม ] 
และอัลลอฮฺตรัสว่า  ( ความว่า : “และอันใดที่ท่านร่อซูลนำมาให้แก่พวกท่านก็จงยึดถือปฏิบัติและอันใดที่อัลร่อซูลห้ามปรามท่านก็จงละเว้น”) [ซูเราะห์อัลหัชรฺ 59/ 7]
4.       การละหมาดนั้น เป็นตำแหน่งที่สูงส่งในอิสลามไม่มีการอิบาดะฮฺชนิดใดเทียบเท่า เพราะการละหมาดเป็นเสาหลักของศาสนา ศาสนาจะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีการละหมาด
       การละหมาดเป็นบัญญัติบังคับแก่บรรดามุมินและเป็นบัญญัติที่ต้องกระทำตามเวลาที่กำหนดไว้
       อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสไว้ใน [ซูเราะห์อัลนิซาอฺ อายะฮฺที่ 103]
( ความว่า : “แท้จริงการละหมาดนั้น เป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่บรรดาผู้ศรัทธา”)
5.       การละหมาดเป็นอิบาดะฮฺอันดับแรกที่ถูกบัญญัติแก่บรรดามุสลิมที่นครมักกะฮ์ก่อนที่จะอบพยพไปนครมะดีนะฮฺหนึ่งปีครึ่ง  การละหมาดอย่างเดียวเท่านั้นที่ได้ถูกบัญญัติในบนชั้นฟ้า เมือคืนอัลอิสรออฺและอัลเมืยะอฺรอจ โดยอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสนทนากับท่านร่อซูล (ซ.ล) เพื่อบัญญัติการละหมาด นับไว้ว่าเป็นการยืนยัน ถึงการเอาใจใส่ของอัลลอฮฺ ตะอาลา ต่อตำแหน่งอันสูงส่ง และความสำคัญของการละหมาด ด้วยเหตุนี้ท่านร่อซูล (ซ.ล) จึงได้สังเสียหลังสุดก่อนที่จะจากโลกนี้ไปว่า “การละหมาด การละหมาด” ตามรายงานของศอฮาบะฮฺ สามท่านคือ อุมมุลมุอฺมินีน อุมมุสะลามะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านอะนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ และท่านอิบนุอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา บันทึกโดย ท่านอะหมัด อันนะซาอีย์ , อิบนิมาญะฮฺ อิบนฺ  อ บบาน และอัฏฏ็อบรอนีย์
6.       ท่านร่อซูล (ซ.ล) ได้มีความห่วงใยมากต่อการละหมาดโดยท่านสั่งเสียบิดามารดาให้ใช้ลูกหลานของตนปฏิบัติละหมาดเมื่ออายุครบ  7 ปี และใช้ให้เฆี่ยนตีลูกหลานถ้าเขาไม่ละหมาดเมื่ออายุ  10 ปี ทั้งนี้
ดังมีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนฺอัมรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ( ความว่า : “พวกท่านจงใช้เด็กๆของพวกท่านให้ทำละหมาดเมื่ออายุ 7 ปี และจงเฆี่ยตีพวกเขาเมื่ออายุ 10 ปี เพื่อการละหมาด และจงแยกพวกเขาออกจากกันในที่สำหรับนอน”) [ บันทึกโดย อะหมัด และอะบูดาวูด และอัลฮากิม ]
       จุดมุ่งหมายในการนี้ก็เพื่อให้บุตรหลานมีความเคยชินต่อการละหมาดเมื่อเขาเติบโตขึนก็จะไม่เป็นการลำบากที่จะปฏิบัติละหมาด และเพื่อที่จะให้การละหมาด และผลประโยชน์ของการละหมาดเป็นงานชิ้นหนึ่งที่อยู่ในความห่วงใย และแนวปฏิบัติในความประพฤติชองเขา
7.       การละหมาดเป็นความโปรดปรานอันใหญ่หลวงที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงมอบให้แก่มุอฺมิน เพื่อเปิดโอกาสให้มุอฺมินเข้าเฝ้าพระเจ้าของเขา และสารภาพผิดในบาปกรรมที่ได้กระทำไว้ ในเวบาเดียวกันเขาก็ขอความเมตตาธรรมต่อพระองค์อย่างใกล้ชิด การละหมาดเป็นงานชิ้นแรกที่มุอฺมินจะถูกชำระสอบสวนในวันปรโลก
ดังหะดิษของท่านนะบีมูฮัมหมัด (ซ.ล) ที่ว่า ( ความว่า : มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่าท่านร่อซูล (ซ.ล) กล่าวว่า: แท้จริงสิ่งที่มนุษย์จะถูกสอบถาม ในวันกิยามะฮฺจากการงานของพวกเขา ก็คือ การละหมาด พระเจ้าของพวกเขาจะตรัสแกเมะลาอีกะฮฺ ทั้งๆที่พระองค์ทรงรอบรู้ดียิ่งว่า พวกเจ้า จงดูการละหมาดของบ่าวของข้าว่าเขาทำไว้อย่างสมบูรณ์หรือบกพร่องประการใด หากว่าการละหมาดของเขาสมบูรณ์ก็จะถูกบันทึกให้เขาอย่างสมบูรณ์ และหากว่าการละหมาดของเขาบกพร่องไปบ้าง พระองค์ตรัสว่าจงดูซิว่าสำหรับบ่าวของข้าคนนี้มีละหมาดซุนนะฮฺบ้างไหม? หากว่าเขามีซุนนะฮฺ ก็จงทำให้การละหมาดฟัรฎูของบ่าวผู้นี้สมบูรณ์จากการละหมาดซุนนะฮฺของเขา แล้วกิจการงานอื่นๆก็จะถูกสอบสวนในทำนองนี้ )
[ บันทึกโดย อะบูดาวูด อันนะซาอี อัตติรมีซี และอัลฮากิม ]





ผลานิสงส์ในการไปทำละหมาดที่มัสสยิด
                   ( ความว่า : “ผู้ใดได้ไปหรือกลับจากมัสยิด อัลลอฮฺได้ทรงตระเตรียมที่อยู่ไว้ให้เขาในสวนสวรรค์ ทุกครั้งที่เขาไปหรือกลับจากมัสยิด”) [บันทึกโดย อัลบุคอรี และมุสลิม]
ข้อนี้สงเสริมให้มีการละหมาดร่วมกัน ณ มัสยิด
การละหมาดจะช่วยยับยั้งมิให้กระทำความชั่ว
                 การละหมาดในอิสลามโดยที่ประมวลไว้ด้วยการมุ่งมั่นต่ออัลลอฮฺ มีการยืนและการสุญูดต่อพระองค์รวมทั้งครอบคุมถึงความหมายแห่งการใกล้ชิดกับพระองค์ ทำให้ผู้กระทำละหมาดมีความสัมพัน์กับพระผู้สร้างเขาทำให้เขามีความรู้สึกถึงตำแหน่งอันสูงสงของการละหมาดในทัศนะของเขา และทำให้เขาตระหนักถึงร่องรอยแห่งเกีนรติคุณจนกระทั่งมีความรู้สึกละอายแก่ตนเอง ที่จะกระทำชั่วกระทำลามก และการกระทำที่ไม่ถูกต้องทุกสิงทุกอย่างที่ขัดต่อบัญญัติศาสนาและศิลธรรมของอิสลาม เพราะทุกครั้งที่เขามีความนิกคิดที่จะกระทำสิ่งไม่ดีงามจะมีเสียงกระซิบเรียกเขาจากส่วนลึกของจิตใจให้ระงับการกระทำนั้นๆเสียอัลลอฮฺ ตะอาลา พระผู้ทรงประทานความดีงามมากหลาย แก่ปวงมนุษย์ด้วยนิอฺมะฮฺแห่งการมีชีวิต และทรงโปรดปรานด้วยนิอฺมะฮฺอีกมากหลายอย่างสมบูรณ์ด้วยการฮิดายะฮฺไปสู่แนวทางที่พระองค์ทรงพอำระทัยทรงให้เกียรติแก่มนุษย์ให้มีความใกล้ชิดกับพระองค์ดว้ยการละหมาด ดังนั้นจะเป็นการสมควรละหรือที่จิตใจของเขาจะยอมสยบต่อชัยฏอนด้วยการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระผู้ทรงสร้างเขาขึ้นมา นี้คือส่วนหนึ่งของร่องรอยของการละหมาดที่มีต่อมุอฺมินผู้ศรัทธา ซึ่งกุรอานได้กล่าวไว้อย่างสวยงามด้วยคำตรัสของพระองค์ที่ว่า ( ความว่า : “และเจ้าจงดำรงการละหมาดไว้ เพราะแท้จริงการละหมาดนั้นจะยั้งการทำลามก และความชั่ว และการลำลึกถึงอัลลอฮฺนั้นยิ่งใหญ่มาก และอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”)
[ อัลอังกะบูต :45 ]
ขอให้พิจารณาในอายะฮฺนี้ จะเห็นได้ว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า ( อ้ากีมุซซ่อลาต้า  “ เจ้าจงดำรงการละหมาดไว้” ) พระองค์มิได้ตรัสว่า ( ซอลลู ) เพราะว่าการดำรงไว้ซึ่งสิ่งหนึ่ง คือการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมาย
คือการมุ่งหน้าเข้าหาอัลลอฮฺ มิความเกรงกลัวอย่างแท้จริงความเมตตาและความยิ่งใหญ่ของพระองค์จะปรากฎเป็นภาพลักษณ์ เพื่อชี้แนะจิตใจให้หันห่างจากความสกปรกของโลกดุลยาไปยังโลกแห่งความบริสุทธิ์ เมือ่ผู้ปฏิบัติละหมาดดำรงไว้ซึ่งการละหมาดตามรูปแบบถูกต้องแท้จริงแล้ว สิ่งย่วยวนต่างๆในโลกดุลยานี้ ในทัศนะของเขาแล้วเป็นสิ่งไร้ค่าปราศจากความหมาย มันไม่บังอาจจะมาหลอกลวงเขาในรูปแบบของความเพลิศแพร้ว และความใคร่ใฝ่ต่ำ ดังนั้นเราจะพบเห็นในอัลกุรอานว่า ในทุกแห่งอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกล่าวชมเชยเกียรติคุณ หรือส่งเสริมการละหมาดไว้ด้วยคำว่า ( อัลอิกอมะฮฺ ) คือการดำรงไว้ เช่นในคำตรัสของพระองค์ที่ว่า ( ว่าอ้ากีมุซซ่อลาต้า ว่าอ้ากีมุซซ่อลาต้า ) คือพวกเขาได้ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด หรือพวกจาจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด อัลกุรอานมิได้กล่าวถึงคำว่า ( มุซอลลีน ) คือบรรดาผู้ปฏิบัติละหมาดโดยเฉพาะแว้แต่นได้กล่าวไว้ในลักษณะของพวกมุนาฟิกีน ซึ่งอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้กล่าวไว้ว่า ( ความว่า :ดังนั้นความวิบัติจะได้แก่บรรดาผู้ทำละหมาดบรรดาผู้ที่พวกเขาเผลอไผลในการละหมาดของพวกเขา”และจงพินาจในตอนท้ายของอายะฮฺที่ว่า ( ว่าล้าซิกรุ้ลลอฮี้อักบัร )และการลำลึกถึงอัลลอฮฺนั้นยิ้งใหญ่มาก กล่าวคือการลำลึกถึงอัลลอฮฺเป็นสิ่งที่ยึ้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการละหมาดด้วย เพราะการลำลึกถึงอัลลอฮฺจะทำให้หัวใจอ่อนโยนนอบน้อมอันจะนำมาซึ่งคุณลักษณะที่น่าสรรเสริญทุกประการ และเป็นผลให้เกิดสุขการสบายใจแก่ผู้ปฏิบัติ และความเจริญรุ่งเรืองแก่สังคม หากว่าหัวใจปราศจากเสียซึ่งการลำลึกถึงอัลลอฮฺ ตะอาลา แล้วเปรียบเสมือนต้นไม้ที่กำลังออกดอกออกผล เมื่องดการให้น้ำแก่มันลำต้นก็จะเหี่ยวแห้งกิ่งก้านก็จะอับเฉามันก็จะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้นอกจากการเป็นท่อนฝืน
ผลอนิสงส์แห่งการทำละหมาด
ผลานิสงส์แห่งการละหมาดนั้นเราไม่มีหน้าที่จะอธิบายเพราะผลแห่งหารปฏิบัตินั้น ย่อมอยู่ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา และเราใคร่นำหะดิษบางบทมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วยดังนี้
               จากรายงานของท่าน อะบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ ฉันได้ยินท่านร่อซูล (ซ.ล) กล่าวว่า ( ความว่า : “ท่านทั้งหลายจะเห็นเป็นประการใด ? หากว่ามีลำน้ำสายหนึ่งอยู่หน้าประตูบ้านของคนหนึ่งคนใดในพวกท่าน ซึ่งเขาจะอาบน้ำนั้นวันละ 5 ครั้งทุกวัน จะยังมีสิ่งสกปรกใดหลงเหลืออยู่ที่เขาอีกไหม ? เขาทั้งหลายตอบว่า :จะไม่มีสิ่งสกปรกใดๆหลงเหลืออีกเลย ท่านนะบี (ซ.ล) กล่าวว่า ในทำนองนั้นและการละหมาดทั้ง 5 ก็เช่นเดียวกัน อัลลอฮฺจะทรงลบล้างความผิดทั้งปวงให้ด้วยการทำละหมาดเหล่านั้น”  )  [ จากบันทึกของ อัล-บุคอรี และมุสลิม ]
               เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่า การอาบน้ำวันละ 5 ครั้งนั้น สามารถขจัดความสกปรกโสมมให้หมดสิ่นไปได้ฉันใด การทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง ก็สามารถลบล้างความผิดความบาปให้หมดสิ้นไปได้ฉันนั้น มีรายงานจาก อะบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่าท่านร่อซูล (ซ.ล) กล่าวว่า ( ความว่า : “การทำละหมาดทั้ง  5 เวลา และละหมาดวันศุกร์หนึ่งถึงอีกวันศุกร์หนึ่ง และรอมฎอนหนึ่งถึงอีกรอมฎอนหนึ่ง เป็นการลบล้างบาปที่เกิดขึ้นในระหว่าช่วงเวลาเหล่านั้น ตลอดเวลาที่เขาไม่กระทำความผิดขั้นมหันต์” )   [ จากบันทึกของ มุสลิม และอัตติรมีซี ]
               การทำละหมาดครั้งหนึ่งๆนั้น เป็นการลบล้างความผิดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนจากนั้น เช่น หลังละหมาดศุบฮฺ แล้วท่านเกิดไปทำความผิดขึ้นอันมิใช่ความผิดขั้นมหันต์เป็นความผิดเล็กๆน้อยๆพอได้เวลาก่อนละหมาดดุฮรฺท่านก็ทำละหมาดดุฮรฺการละหมาดครั้งนี้แหละได้ช่วยลบล้างความผิดที่ท่านได้ก่อขึ้นในเวลาก่อนละหมาดดุฮรฺ หรือท่านไปละหมาดวันศุกร์หนึ่งครั้งวันต่อๆมาท่านได้กระทำความผิดขึ้นจวบจนบรรลุวันศุกร์อีกครั้งหนึ่งท่านก็ไปละหมาดวันศุกร์ ละหมาดวันศุกณืครั้งหลังของท่านนี้จะช่วยลบล้างความผิดที่ท่านทำขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่แล้วเรื่อยมาถึงวันศุกร์หลัง ดังนี้เป็นต้น







7 คำที่มีเกียรติ


วิชาเอารอด
7 คำที่มีเกียรติ
                    ท่านฟะกีฮ์ อะบุลเลษ กล่าวว่า : ใครจำ 7 คำต่อไปนี้ เขาคือผู้มีเกียรติ ณ เบื้องอัลลอฮฺและม่าลาอีกะฮ์ของพระองค์ เขาจะได้รับการอภัยจากโทษทัณฑ์ต่างๆ แม้จะมีมากมายดุจฟองน้ำในมหาสมุทร อีกทั้งเขาจะได้รับความหวานแห่งการศรัทธา ตลอดจน ทั้งชีวิตของเขา ไม่ว่าขณะที่ยังมีชีวิติอยู่ หรือตายไปแล้วก็ตาม เขาจะได้พบแต่สิ่งที่ดีๆ
1.       เริ่มต้นทุกสิ่งด้วยคำกล่าวว่า  ( บิสมิ้ลลา )
2.       เสร็จสิ้นทุกอย่างด้วยคำกล่าวว่า ( อั้ลฮัมดุลิ้ลลา )
3.       เมื่อได้พูดสิ่งที่ไร้ประโยชน์ให้กล่าวคำกล่าวว่า ( อัซตักฟี้รุ้นลอฮฺ )
4.       เมื่อตั้งใจจะทำอะไรในเวลาถัดไปให้กล่าวคำกล่าวว่า ( อินชาอัลลอฮฺ )
5.       เมื่อพบสิ่งที่ไม่ชอบให้กล่าวคำกล่าวว่า ( ลาเฮาล่าว่าลากูว่าต้า อิลลาบิลลาฮิลอ่าลียิลอ่าซีม )
6.       เมื่อประสพการทดสอบ ( บะลา ) ให้กล่าวคำกล่าวว่า ( อินนาลิ้ลลาฮิ ว่าอินนาอิลัยฮิ รอยี้อูล )
7.       ให้ปากได้กล่าวทั้งกลางวันและกลางคืนว่า ( ลาอิลาฮ่าอิลลั้ลลอฮมูฮัมม่าดัรร่อซูลุ้ลลอฮฺ )

วันสำคัญ

                                                                                   บทที่ 1
วันสำคัญ
                  วันสำคัญในรอบปี มี 2 วัน วันอีดิลฟิตร เป็นวัน อีดิลฟิตรี เป็นวันฉลอง หลังการถือศีลอด เดือนรอมฎอน
วันอีดิ้ลอัฎฮา เป็นวันฉลอง หลังเสร็จพิธีฮัจญ์ เราจ่ายซะกาตฟิตเราะห์ ในวันอีดิ้ลฟิตรี แจกเนื้อสัตว์กุรบาน ในวันอีดิ้ลอัฎฮา แก่คนยากจน วันอีด คนที่เคยโกรธกัน เกลียดกัน ต้องให้อภัยกัน เราไปชุนนุมกันที่มัสยิดแต่เช้า เรากล่าวตักบีรพร้อมๆกัน
เราทำละหมาดร่วมกัน เรานั่งฟังคุตบะห์อย่างตั้งใจ

การต้อนรับแขก


วิชาอัลฮะดิษ
                    อัลฮะดิษหรืออัลซุนนะฮ์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยคำพูด การกระทำและการยอมรับของท่านศาสดานบีมูฮำหมัด (ซ.ล) เน้นให้ผู้ศึกษานำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ฮะดิษที่ 1
เรื่อง ารต้อนรับแขก
คำอ่าน (“กอลันนบียู้ซอลลอลลอฮุอ่าลัยฮิว่าซัลลัม  มันกาน่ายุมินุบิ้ลลาฮิ  วัลเยามิลอาคิรี่  ฟั้นยุกริมดอยฟ่าฮู”)
ความหมาย : ท่านนบี (ซ.ล) ทรงตรัสว่า ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิรแล้ว จงให้เกียรติแก่แขกผู้มาหา

[ รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม ]

ซูเราะห์ อัลฟาติฮะห์


                                                                                               บทที่ 1
ซูเราะห์ อัลฟาติฮะห์ มี 7 โองการ ประทาน ณ นครมักกะห์
1  คำอ่าน   ( บิสมิ้ลลาฮิรเราะห์มานิรร่อฮีม )
คำแปล ( ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตาในโลกนี้โดยทั่วไป และทรงเมตตาในโลกหน้า เฉพาะผู้ที่ศรัทธาตามคำสั่งสอนของพระองค์ )
2 คำอ่าน   ( อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาล่ามีน )
คำแปล ( โอ้ปวงชนผู้ศรัทธา พวกเจ้าจงแสดงการสรรเสริญทั้งปวงไว้ให้แด่อัลลอฮ์ องค์พระผู้อภิบาลของมวลมนุษย์ ญิน ม่าลาอิกะห์ และสัตว์ทั้งปวง ตลอดจนสิ่งอื่นใดแห่งสากลโลก )
3 คำอ่าน  ( อัรเราะห์มานิรร่อฮีม )
คำแปล ( ทรงเมตตาในโลกนี้โดยทั่งไป ทรงแมตตาในโลกหน้า เฉพาะผู้ที่ศรัทธาตามคำสั่งสอนของพระองค์ )
4 คำอ่าน  ( มาลีกี้เยามิดดีน )
คำแปล ( พระผู้ทรงเอกสิทธิ์ในการตอบสนองซึ่งบุญและบาปในวันพิพากษา คือวันกิยามะห์ )
5 คำอ่าน  ( อียาก้านะห์บูดุ ว่าอียาก้านัสต้าอีน )
คำแปล ( แด่พระองค์เท่านั้น ที่บรรดาข้าพระองค์น้อมเคารพด้วยจิต เช่น ความศรัทธาในเอกภาพของพระองค์ และโดยกาย เช่น การปฏิบัติละหมาด 5 เวลา และแด่พระองค์เท่านั้นที่บรรดาข้าพระองค์ขอความอนุเคราะห์ ทั้งในทางการเคารพภักดี และในทางอื่นๆ )
6 คำอ่าน  ( อิดินัสซิรอต้อลมุสต้ากีม )
คำแปล ( โอ้อัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า ขอพระองค์ได้โปรดทวีเจตนา ชี้หนทางไปสู่ศาสนาอิสลามแก่บรรดาข้าพระองค์ ซึ่งเป็นแนวทางที่เที่ยงตรง )
7 คำอ่าน  ( ซี้รอต้อลล่าซีน่าอันอัมต้า อ้าลัยฮิม ฆอยริ้ลมักดูบี้อ้าลัยฮิม ว่าลัดฎอลลีน )
คำแปล ( ได้แก่แนวนำแห่วศาสนา ของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้โปรดประทานกรุณาธิคุณแก่พวกเหล่านั้น ให้ไปสู่ศาสนอิสลามทุกชนชั้นผู้เป็นมุอฺมิน ยกเว้นแต่พวกกาฟิรทุกประเภทผู้ซึ่งถูกพระองค์กริ้ว และยกเว้นแต่พวกที่หลงงมงาย คือ พวกมุนาฟิร ด้วยเทอญ )